วิธี config และใช้ nginx + php-fpm + fast-cgi เบื้องต้นให้ใช้งานกับ Codeigniter by heha

31
Dec
1

เนื่องด้วยทั่วๆ ไปแล้ว web server มาตรฐานทั่วๆ ไปที่ใช้งานกันคือ Apache แต่ว่า Apache นั้นบริโภค Memory อย่างไม่ไยดี และถ้าเว็บเรามีการใช้งาน static file จำพวกรูปภาพหรือ css, js มากๆ ก็จะกิน Memory หนักขึ้นไปอีก หลักการของ nginx จึงเปรียบเสมือนการเป็นป้ายบอกทางว่าถ้าเป็น static file ให้เรียกไฟล์นั้นๆ ขึ้นมาตรงๆ เลยไม่ต้องผ่าน apache หรือตัวกลางอื่นๆ แต่ถ้าเป็น Dynamic file เช่น PHP ก็ให้ส่งไปยัง Fast-cgi แทน ซึ่ง Fast-cgi จะทำหน้าที่อ่าน PHP เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องเผื่อรองรับ static file จึงกิน Memory น้อยกว่านั่นเอง สุดท้ายจึงทำให้สามารถรองรับการใช้งานเว็บไซต์ที่มี traffic หนักๆ ได้อย่างสบายๆ กว่า apache มากหลายเท่าตัว

อันที่จริงแล้ว Apache ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียขนาดนั้น ข้อดีของ Apache คือเหมือนเป็น All-in-one machine ติดตั้งตัวเดียว ทำงานได้ทุกอย่าง ถ้ามีคนใช้งานไม่มาก เราจะแทบไม่ต้องไปยุ่งกับการปรับ config เลยด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าเมื่อเราต้องการให้รองรับการใช้งานหนักๆ ได้ เราจึงจำเป็นต้องใช้ “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” ซึ่งในที่นี้คือ fast-cgi นั่นเอง และจะมี php-fpm คอยควบคุมสั่งการอีกทอดหนึ่งซึ่งแน่นอนว่าการ config เพื่อใช้งานจึงยุ่งยากกว่า แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพที่น่าพอใจ

รู้จักกับ config ที่น่าสนใจของ php ในไฟล์ php.ini by heha

26
Nov
0

PHP มี config ต่างๆ มากมาย หากอยากรู้ว่า server ของเราเซ็ต config อะไรไว้อยู่บ้างให้ทดสอบด้วยการสั่ง phpinfo(); ในไฟล์ php ไฟล์ใดก็ได้ ระบบจะแสดง config ออกมาให้เห็นทั้งหมด รวมไปถึงหากต้องการทราบว่าไฟล์ php.ini อยู่ที่ไหนก็ดูได้จาก phpinfo(); เช่นกัน

ตัวอย่าง phpinfo()

ตัวอย่าง phpinfo()

สำหรับการ setup php ตั้งแต่เวอร์ชั่น 5.3 เป็นต้นไป จะมีไฟล์ php.ini-development เอาไว้เป็น sample ให้ copy เป็น php.ini ถ้าต้องการใช้ทดสอบโปรแกรมเฉยๆ และไฟล์ php.ini-production เอาไว้ใช้ใน server ที่ให้บริการกับลูกค้าจริง

การแก้ไข ปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ให้รองรับ HTTPS by heha

30
Sep
11

เนื่องด้วย facebook บังคับให้ application ทุกตัวใช้งาน HTTPS ภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ทำให้ผมต้องนั่งปรับแก้ยกใหญ่ โดยสิ่งที่ต้องแก้มีดังนี้

ต้องแก้อะไรบ้าง?

1. ทำ self-signed certificate (ใช้งาน https ได้แต่ browser จะขึ้นเตือนว่าไม่ปลอดภัย และไม่สามารถใช้งานกับ facebook app ที่อยู่ใน canvas ได้) หรือไปขอ certificate จากผู้ให้บริการต่างๆเช่น Thawte, RapidSSL, Godaddy, Verisign ฯลฯ ซึ่งต้องเสียค่าจดทะเบียน ซึ่งจะแตกต่างกันไป

2. แก้ไข code ของเราในการ link ไปแต่ละหน้าจาก http:// ให้เป็น https:// ทั้งหมด เพื่อให้คนที่ใช้งานเว็บไซต์อยู่ไม่หลุดออกจากการเชื่อมต่อ https เพียงเพราะคลิก link เปลี่ยนหน้า

3. แก้ไข code ของเราที่ call ไปยัง external site ต่างๆ เช่น banner exchange ต่างๆ (ที่จริงพวก widget เช่น google+, facebook like หรือ google analytic ก็เข้าเคสนี้ แต่เนื่องจาก code ที่ให้มาจะ auto detect ให้เองว่าเป็น https หรือไม่อยู่แล้วจึงไม่ค่อยมีปัญหานัก ยกเว้นเรา call หาไฟล์ javascript ข้างนอกเองตรงๆ ก็ต้องแก้จาก http:// เป็น https:// ด้วยเช่นกัน)

ผู้ให้บริการ SSL แต่ละเจ้าต่างกันอย่างไร?

5 เทคนิคการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น by heha

31
May
0

บทความนี้ค่อนข้างจะเป็นบทความภาคต่อจาก ทำไมเว็บไซต์ของคุณช้า หรือล่มบ่อย? โดยเป็นรูปแบบ Software Architecture (สถาปัตยกรรมของซอฟต์แวร์) ที่ต้องใช้ในการรันเว็บ application แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นคงต้องถามตัวเองให้ดีก่อนว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่ใช้งานหนักทางด้านไหน? คนนิยมทำอะไรบนเว็บไซต์ของคุณเพื่อที่จะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการวางระบบของเราได้เหมาะสม ได้แก่

  • เว็บไซต์ของคุณมีรูปแบบ operation ใดมากกว่ากันระหว่าง Read กับ Write? เป็นเว็บที่เน้น Read อย่างเดียวหรือเป็นส่วนมากหรือไม่
  • หากเว็บไซต์ของคุณจำเป็นต้องใช้งาน read มากๆ ลองคิดดูให้ดีว่าข้อมูลที่แสดงให้ User เห็นจำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่ Real Time แค่ไหน ข้อมูล update ช้าลงแค่ 5-10 นาทีจะเป็นอะไรหรือไม่ เช่น สถิติการใช้งานต่างๆ ที่มักต้องใช้ข้อมูลจากหลายๆ ส่วนมาประมวลผลรวมกันมากๆ อาจคำนวณแค่เพียงทุกๆ 5-10 นาที แต่ทุกครั้งที่คนคลิกเพื่อดูข้อมูลเราเพียงแสดงข้อมูลที่ผ่านการคำนวณเก็บไว้อยู่แล้วมาแสดงเท่านั้น (Cache)
  • หากเว็บไซต์ของคุณจำเป็นต้องใช้งาน write มากๆ ลองคิดดูให้ดีว่าข้อมูลของคุณจำเป็นต้อง Durability สูงหรือไม่ (ข้อมูลเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วต้องคงอยู่ตลอดไปหรือไม่) เช่นระบบ chat ที่ใช้เพียงคนคุยกันแค่ไม่กี่ครั้งก็ล้างข้อมูลทิ้งหมดแล้ว ข้อมูลเก่าๆ ไม่มีการใช้งานอีก แบบนี้อาจพิจารณาการเก็บข้อมูลทั้งหมดใน Memory แทน
  • หาก write เยอะ ข้อมูลที่คุณต้องเปลี่ยนในการเซพข้อมูลลงหนึ่งครั้ง สามารถเปลี่ยนแนวคิดจากการ write ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงทันทีมา write เฉพาะตอนที่ web server สิ้นสุดการทำงานครั้งสุดท้ายเพียงแค่ครั้งเดียวได้หรือไม่
  • และอื่นๆ อีกมาก

หลายคนจึงอาจเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าแล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง? ก็มีวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

9 เครื่องมือตรวจสอบสถานะ server by heha

26
Feb
2

จากบทความที่แล้ว Newrelic เครื่องมือสำหรับ monitor server บน Cloud ขั้นเทพ เรามาดูกันต่อด้วย tools ที่เจาะลึกมากขึ้นผ่านทาง shell ดังนี้ครับ

  1. top เครื่องมือหากินที่มีติดมากับ server ทุกตัว ใช้ดู CPU, Memory ของแต่ละ process ได้ เพื่อสังเกตถึงความผิดปกติของ process และยังสั่ง kill process ได้อีกด้วย
  2. prstat -Z ตัวนี้คล้าย top แต่เอาไว้ใช้บน Solaris ครับ จะให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงกว่า top แต่ถ้าเป็น linux ตระกูลอื่นก็ใช้ top นั่นแหละ
  3. ps -elf มี process อะไรรันอยู่บ้างด้วย command อะไร
  4. uptime ตรวจสอบว่าเครื่องนี้รันมาโดยไม่ล่มเป็นเวลากี่วันแล้ว
  5. df -h ใช้เช็คพื้นที่ harddisk ที่เหลือ เอาไว้ดูว่าเครื่อง server หรือเครื่อง database ของเราพื้นที่ใกล้เต็มหรือยัง
  6. apachetop -f <access_log_path> ใช้เช็คว่ามี URL ไหนที่ถูกรันถี่เป็นพิเศษ หรือมีการส่งข้อมูลมากเป็นพิเศษในขณะนั้น อันนี้รวมไปถึงถ้าโดนใครยิงถล่ม server ก็สามารถ monitor ได้เช่นกันว่ายิงมาจาก IP ไหน
  7. mysql -u<username> -p แม้แต่ตัวคำสั่ง mysql เองก็สามารถใช้ตรวจสอบสถานะของ Database ได้เช่นกัน หลังจากเราพิมพ์ mysql -uroot -p เข้ามาแล้ว สามารถรันคำสั่งต่างๆ ได้ เช่น
    1. SHOW PROCESSLIST; ใช้ดูสถานะ Query ของ mysql ในขณะนั้น ถ้า table โดน Lock บ่อยมากๆ เราจะเห็นสถานะ LOCK ค้างตอนรันคำสั่งนี้เป็นจำนวนมาก
    2. SHOW STATUS; ใช้ดูสถานะค่าต่างๆ ของ mysql ซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล อ่านรายละเอียดของค่าแต่ละตัวได้ที่นี่
  8. mytop -u <username> -p <password> -d <database_name> เมื่อเรามี top ใน server ก็ต้องมี mytop ใน mysql ตัวนี้เอาไว้ monitor สถานะปัจจุบันของ mysql ได้ทั้ง Query per sec, mysql รันมากี่วัน กี่ชั่วโมงโดยที่ไม่ล่มแล้ว, มีปริมาณ Select/Insert/Update/Delete ในขณะนั้นมากน้อยเพียงใด, มี slow query ไหม, Bytes per sec ฯลฯ มีประโยชน์มากครับ
  9. dtrace อันนี้มีเฉพาะใน Solaris แต่ขอบอกว่าเป็น Tools ที่เทพมากๆ ครับ โดยหากจะใช้เราควรไป Download Dtracetoolkit มา ถ้าใครเคยใช้ Firefox ก็คิอซะว่า Dtrace คือ greasemonkey และ Dtracetoolkit คือชุดของ script สำหรับรันจำนวนมากนั่นเอง ซึ่งภายใน toolkit จะมีหลากหลายภาษาการเขียนโปรแกรมมาให้เป็นจำนวนมาก วิธีใช้จะต้องลง extension ของภาษานั้นๆ เช่นจะใช้งาน dtrace สำหรับ php ต้องลง pecl install dtrace เสียก่อน จึงจะสามารถรัน script ที่ download มาได้ เมื่อรันแล้วจะมีข้อมูลหลายอย่างที่น่าสนใจเช่น function อะไรที่ class ไหนใช้เวลารันไปกี่วินาที รันไปกี่รอบ หรือแม้แต่กิน memory ไปเท่าไร ช่วยให้การหา bottleneck ของโปรแกรมว่าส่วนไหนของโปรแกรมทำงานช้าทำได้ง่ายมากๆ เพราะลงไปถึงระดับ function กันเลยทีเดียว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ก็ตามนี้ครับ list tools ช่วยตรวจสอบสถานะ server ใครมีปัญหาอะไรก็ลองรันดูเผื่อจะเจออะไรนะครับ tool ทุกตัวที่ผมแนะนำคิดว่าน่าจะมีอยู่ใน server อยู่แล้ว ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มครับ ขอให้โชคดีครับ :)